วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : นมัสการพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน


จากตัวพระวิหารใหญ่ภายใน วัดพระศรีรัตนมาหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อเดินเวียนขวาผ่านต้นโพธิประวัติศาสตร์มา ก็จะพบกับวิหารอีกหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางด้านข้างของวิหารซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราชค่ะ

วิหารหลังเล็กแห่งนี้มีชื่อว่า วิหารแกลบหรือวิหารหลวงสามพี่น้อง หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึี่่งว่า วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในของดีอันซีนของ จ.พิษณุโลก เลยก็ว่าได้น่ะนะคะ


ประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปปางนี้ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า...เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา) ก่อนที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระอานนท์และพระภิกษุทั้งมวล และได้ทรงตั้งอธิษฐานก่อนปรินิพพานว่า เพลิงที่จะเผาพระพุทธสรีระจะติดก็ต่อเมื่อพระอริยกัสสปะ (พระสาวกอาวุโส) ได้เสด็จมาเคารพพระบรมศพเสียก่อน

ขณะนั้นพระอริยกัสสปะพร้อมบริวารได้บำเพ็ญศีลอยู่ ณ นครปาวาย ได้พบอาชีวกผู้หนึ่งถือดอกมณฑารพ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่เทพยาดาโปรยปรายจากสวรรค์เพื่อเป็นเครื่องสักการบูชาพระบรมศพของพระพุทธองค์ ก็ทราบทันทีว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว


เหล่าพระอริยกัสสปะจึงรีบตรงไปยังสถานที่ปรินิพพาน พอไปถึงก็ถวายความเคารพพระบรมศพ ซึ่งหลังถวายความเคารพพระยุคลบาทก็ทะลุหีบแก้วออกมารองรับความเคารพอย่างน่าอัศจรรย์ และจากนั้นเพลิงที่เผาพระพุทธสรีระก็ติดขึ้นเอง

สำหรับ “พระพุทธรูปปางพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน” ที่วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพานถือเป็นการจำลองสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า และนับเป็นโบราณวัตถุสำคัญชิ้นหนึ่ง ซึ่งคาดว่าในเมืองไทยมีที่วัดใหญ่ที่เดียว โดยพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน มีลักษณะเป็นหีบบรรจุพระศพสีทองเหลืองอร่าม ตั้งอยู่บนฐานที่ลงรักปิดทองและประดับประดาลวดลายกระจกอย่างสวยงาม โดยที่ปลายด้านหนึ่งมีพระบาท 2 ข้างยื่นออกมา ส่วนที่ด้านหน้าและด้านท้ายหีบศพมี พระมหากัสปะเถระ นั่งนมัสการพระบรมศพอยู่ และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประทับอยู่ด้านหลัง นับว่าเป็นพระพุทธรูปปางที่น่าอัศจรรย์ไม่น้อย


เชื่อกันว่าหากพุทธศาสนิกชนคนใด ต้องการผลสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา ก็ให้กราบโดยการจรดหน้าผากไปที่พระบาทจำลองขององค์สมเด็จพระสัมาสัมพุทธเจ้าและตั้งจิตอธิษฐานก็จะได้สิ่งที่ตนปรารถนา

ใครที่เดินทางไปสักการะ พระพุทธชินราช ก็อย่าลืมเข้าไปกราบอธิษฐานขอพรรวมถึงชมความน่าอัศจรรย์ และความสวยงามของพระพุทธเจ้าเข้านิพพานที่วิหารแกลบดูด้วยนะคะ





ภาพ Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13582

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : นั่งรถรางชมเมืองพิษณุโลก


เมื่อเอ่ยถึง "รถราง" แล้ว เพื่อน ๆ ที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมบล็อก ห้องพักพิษณุโลก ที่ยังมีอายุน้อย หรือมีอายุต่ำำกว่า 40 ปี ก็อาจจะเคยเห็นแต่ในเฉพาะที่มีการเก็บบำรุงรักษาและจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บางแห่งน่ะนะคะ แต่ใครจะเชื่อว่าพิษณุโลกยังคงมีรถรางเปิดบริการให้ประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวและสักการะองค์พระพุทธชินราชได้เที่ยวชมสถานที่สำคัญ ๆ ภายในตัวเมืองของจังหวัดพิษณุโลกด้วยเช่นกันค่ะ


ตามประวัติความเป็นมาโดยย่อของ รถราง (Tramway) นั้น ได้มีการเปิดให้บริการโดยชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ 2430 ค่ะ ซึ่งรถรางคันแรกนี้ไม่ได้แล่นได้ด้วยตัวของมันเองน่ะนะคะ แต่จะเคลื่อนที่โดยการใช้ม้าลาก หรือการเทียมม้าไว้ด้านหน้ารถ ต่อมาจึงได้มีการเปิดกิจการรถรางไฟฟ้าขึ้นในเดือน พฤษภาคม พ.ศ 2437 ซึ่งเป็นช่วงที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองได้ประมาณ 4-5 ปี และสิ้นสุดสัมปทานลง เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ 2492 จากนั้นรัฐบาลก็ได้เข้ามาดำเนินกิจการต่อเรื่อยมาจนถึงสมัยของท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชดิ์ ซึ่งได้มีนโยบายที่จะให้เลิกเดินรถรางและรถสามล้อถีบในเขตพระนคร-ธนบุรี บทบาทของรถรางจึงค่อย ๆ ลดลง จนกระทั่งเลิกวิ่งไปในที่สุดเมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ 2511 หรือเมื่อ 44 ปีที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง

รูปแบบของรถรางที่เมืองไทยของเราใช้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 แบบด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ แบบแรก ที่เป็นตัวถังไม้เปิดโล่งและผืนผ้าใบที่ม้วนเก็บห้อยไว้กับขอบบนทั้งสองข้างสำหรับกันแดดกันฝุ่น และแบบที่สอง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่นิยมเรียกกันว่า “ไอ้โม่ง” ตามรูปทรงของหลังคาที่มีความโค้งอยู่มากและยังจะสร้างตัวถึงด้วยโครงเหล็ก ซึ่งนับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น


สำหรับเส้นทางของ รถราง ที่วิ่งให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัด พิษณุโลก นั้น จะเป็นเส้นทางที่ผ่านสถานที่สำคัญ ๆ ทางประวัติศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในตัวเมืองโดยมีไกด์ผู้มีความรู้ช่วยแนะนำประวัติความเป็นมาโดยย่อให้กับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจบนรถด้วยนะคะ เริ่มจากบริเวณวัดใหญ่,สถานีรถไฟพิษณุโลก,พระบรมราชานุเสาวรีย์เจ้าพระยาจักรี,ตะแลงแกง,กำแพงคูเมือง,จวนผู้ว่าราชการ,วัดวิหารทอง,ศาลสมเด็จพระนเรศวรและพระราชวังจันทร์ เป็นต้น โดยใช้เวลาในการเดินทางเที่ยวชมราว 40-50 นาทีต่อรอบ และมีค่าบริการในอัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่คนละ 40 บาท และเด็กคนละ 20 บาท เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น.ค่ะ




ภาพประกอบ Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก oceansmile.com






วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : ต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์และพระเหลือ


หลังจากเราเข้าไปกราบสักการะขอพรองค์ หลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดพิษณุโลกและชาวไทยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาเดินชมความงามในบริเวณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร กันต่อนะคะ


เรามาเริ่มจากการเดินเวียนขวากันก่อนค่ะ ซึ่งจากตัววิหารเอง เมื่อเราเดินเลาะตัววิหารมาทางด้านขวา เราจะพบกับไม้ใหญ่ซึ่งมีประวัติมายาวนานต้นหนึ่ง นั่นก็คือ "ต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์" ค่ะ


ประวัติความเป็นมาของต้นโพธิ์ต้นนี้ ก็คือ ต้นโพธิ์ที่ได้รับการปลูกโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พุทธศักราช 2444 น่ะนะคะ ซึ่งเป็นการปลูกเนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเสด็จมาทำการเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลอง เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามนั่นเอง ซึ่งเมื่อนับเนื่องมาจนถึงปี พุทธศักราช 2555 แล้ว ก็เป็นต้นโพธิ์ที่มีอายุยืนยาวมานานถึง 111 ปีเลยทีเดียว

มองย้อนกลับไปอีกนิดค่ะ นอกจากต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์ต้นนี้แล้ว ใกล้ ๆ กันบริเวณด้านหน้าพระวิหารใหญ่นั้น ยังมีวิหารน้อยอีกวิหารหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระเหลือ" เอาไว้ให้ประชาชนได้กราบขอพรกันน่ะนะคะ


พระเหลือ หรือที่ีมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระเสสันตปฏิมากร” (ได้รับการตั้งชื่อโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ซึ่งประดิษณฐานอยู่ในวิหารน้อยหลังนี้ ได้รับการหล่อขึ้นจากเศษทองสัมฤทธิ์ที่หลงเหลืออยู่จากการหล่อพระพุทธรูปสำคัญทั้งสามองค์ภายในวัดพระศรีมหาธาตุมหาวรวิหารแห่งนี้อันได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดานั่นเองค่ะ ด้วยเหตุที่ยังคงมีเศษทองสัมฤทธิ์หลงเหลืออยู่จากการหล่อพระพุทธรูปทั้งสามองค์ พระยาลิไทจึงมีรับสั่งให้ช่างนำเศษทองนั้นมาหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างเพียง 1 ศอกเศษ และเรียกท่านว่า “พระเหลือ” ถึงกระนั้นเศษทองก็ยังเหลืออยู่อีก จึงได้หล่อพระสาวกขึ้นมาอีกสององค์ยืนอยู่ด้านข้างของพระเหลือ


ส่วนอิฐที่ใช้ก่อเตาสำหรับหลอมทองที่หล่อพระพุทธรูปนั้น ได้นำมารวมกันแล้วก่อเป็นฐานชุกชีสูง 3 ศอกตรงตำแหน่งที่หล่อพระพุทธชินราช พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้นลงบนชุกชีนั้น แสดงว่าเป็นมหาโพธิ์สถานของพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาทั้งสามองค์ จึงเรียกว่า โพธิ์สามเส้า และได้สร้างพระวิหารเล็กๆ ขึ้นมาระหว่างต้นโพธิ์นั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระเหลือและพระสาวก วิหารน้อยแห่งนี้จึงเรียกชื่อว่า “วิหารพระเหลือ” หรือ “วิหารหลวงพ่อเหลือ” กันต่อมา


กล่าวกันว่าหากใครได้เดินทางมากราบสักการะขอพระจากพระเหลือแล้ว จะทำให้ผู้นั้นมีเงินมีทองเหลือใช้ อุดมด้วยลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นหากใครได้มีโอกาสมากราบสักการะองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช ก็อย่าลืมแวะไปกราบสักการะบูชาพระเหลือด้วยก็จะเป็นมงคลยิ่ง ๆ ขึ้นไปทีเดียวนะคะ


ในตอนหน้าของบล็อกห้องพักพิษณุโลก เราจะมาเดินเที่ยวชมความงามภายในวัดใหญ่กันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ


ภาพประกอบ Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13666




วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : กราบพระพุทธชินราช


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ สมาชิกบล็อกห้องพักพิษณุโลกทุกท่าน

หลังจากห่างหายการอัพเดทข้อมูลดี ๆ สำหรับเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านที่กำลังจะมาเยือนพิษณุโลก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางผ่าน หรือการเดินทางเพื่อมาพักค้างคืนก็ตาม วันนี้เราก็จะพาทุกท่านมาเยี่ยมเยือนกันต่อ ณ.ดินแดนแห่งลุ่มน้ำน่านแห่งนี้กันน่ะนะคะ

สำหรับสถานที่สำคัญแห่งแรกที่หลาย ๆ คนที่มาเที่ยวหรือแวะเยี่ยมเยือนประตูสู่ภาคเหนือแห่งนี้ต้องนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ นั่นก็คือ การแวะกราบสักการะองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช หรือที่ชาวพิษณุโลกเรียกกันว่า..หลวงพ่อวัดใหญ่ นั่นเองค่ะ


สำหรับองค์หลวงพ่อ พระพุทธชินราช นั้น เป็นที่เลื่องลือและได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะที่งดงามที่สุดในประเทศไทยน่ะนะคะ และได้รับการขนานนามว่า เป็นพระพุทธรูปที่งามเลิศที่สุดองค์หนึ่งของโลก ซึ่งความงามนี้ก็ทำให้เมื่อครั้งในอดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ถึงกับทรงดำริให้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ.พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามเลยทีเดียว หากแต่เมื่อได้รับการทูลขอร้องจากชาวพิษณุโลก ว่าพระพุทธชินราชองค์นี้ ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่มีพุทธศาสนิกชนให้ความเคารพบูชากันอย่างมากมาย พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะหล่อพระพุทธชินราชองค์จำลองขึ้นแทน ซึ่งปัจจุบันนี้ พระพุทธชิราชองค์จำลอง ก็ได้ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร


พระพุทธชินราช ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก นี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)ค่ะ หากอ้างอิงตามพงศาวดารเหนือ คาดว่าน่าจะมีการสร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา (ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเช่นกัน) จากนั้นจึงมีการลงรักปิดทององค์พระเป็นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการบูรณะ ลงรักปิดทองอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งล่าสุดที่ได้มีการบูรณะก็คือในรัชกาลที่ 9 ของเรานี่เองค่ะ โดยใช้เวลาบูรณะทั้งสิ้นเป็นเวลา 6 เดือนนับจากวันที่บวงสรวงเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2547


นอกจากความงามตามพุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชแล้ว พระวิหารหลังนี้ยังมีบานประตูประดับมุกที่ขึ้นชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วยค่ะ ตัวบานประตูประดับมุกมีลักษณะเป็นบานคู่ 2 บาน กว้าง 1 เมตร สูง 4.50 เมตร ซึ่งตัวบานประตูมุกนี้ ได้สร้างขึ้นใหม่แทนบานเก่าเมื่อปี พ.ศ 2299 ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งได้ทรงนำบานประตูไม้แกะสลักของเดิมไปถวายเป็นบานประตูพระวิหารพระแท่นศิลาอาสน์น่ะนะคะ



ในตอนหน้าของบล็อกห้องพักพิษณุโลก เราจะยังคงเดินชมความงามที่อยู่ในบริเวณวัดกันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



ภาพประกอบ Pacharawalai
เรียบเรียงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย



วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร(วัดใหญ่)

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อก ห้องพักรายวันพิษณุโลก

ในวันนี้บล้อกห้องพักรายวันพิษณุโลก ขอประเดิมการพาเพื่อน ๆ บล้อกออกเดินทางท่องเที่ยวไปในจังหวัดพิษณุโลกกันเป็นวันแรกนะคะ

เพื่อน ๆ บล้อกบางท่านอาจจะมี่คำถามว่า เอ..ถ้าหากเราจะไปเที่ยว จ.พิษณุโลก หรือมาธุระ ที่ จ.พิษณุโลก แล้วมีเวลาเพียงเล็กน้อย อย่างเช่นมีเวลาแค่วันเดียวเท่านั้นเอง เราจะไปเที่ยวที่ไหนในตัวจังหวัดดี คำถามนี้หลาย ๆ ท่านก็คงจะได้คำตอบอยู่ในใจแล้ว นั่นก็คือ การเดินทางไปสักการะ องค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช หรือหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดพิษณุโลกนั่นเอง




วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร หรือว่า วัดใหญ่ นั้น เป็นวัดเก่าแก่ ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานค่ะ ปัจจุบันนี้ที่ตั้งของวัดอยู่ที่ ถนนพุทธบูชา ริมฝั่งแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก โดยมีฐานะเป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในฐานะสถานที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย




วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใดนะคะ  แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย และเป็นพระอารามหลวงมาแต่เดิม เพราะได้พบหลักฐานศิลาจารึกสุโขทัยมีความว่า พ่อขุนศรีนาวนำถมทรงสร้างพระทันตธาตุสุคนธเจดีย์

ส่วนในพงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า " ในราวพุทธศักราช ๑๙๐๐ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก (พระมหาธรรมราชาลิไท) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ศาสนาอื่น ๆ จนช่ำชองแตกฉาน หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก พระองค์ได้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน มีพระปรางค์อยู่กลาง มีพระวิหาร ๔ ทิศ มีพระระเบียง ๒ ชั้น และทรงรับสั่งให้ปั้นหุ่นหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารทั้ง ๓ หลัง"

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2458 ปัจจุบันจึงมีชื่อเต็มว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)

ฟังประวัติโดยย่อของที่นี่แล้ว พรุ่งนี้เรามากราบสักการะพระพุทธชินราชและเดินเที่ยวชมความงามของวัดด้วยกันนะคะ

............



ขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก http://hongpakraiwan.blogspot.com/2011/04/blog-post_06.html

ประวัติความเป็นมาโดยย่อ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ความเป็นมาเกี่ยวกับ ประวัติมหาวิทยาลัยนเรศวร นั้น มีสภาพการที่สืบต่อเนื่องกันมาหลายขั้นตอนค่ะ โดยเริ่มต้นจากการเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2510 ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษา ภายหลังการก่อตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 16 กันยายนพ.ศ. 2497 ภายหลังการก่อตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรซึ่งจัดขึ้นเป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2497 เป็นเวลา 13 ปี โดยเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาแห่งที่ 4 รองจากประสานมิตร ปทุมวัน และบางแสน ตามลำดับ




วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก เริ่มรับนิสิตรุ่นแรกเข้าเรียนในชั้นปีที่ 3 ในปี พ.ศ. 2510 แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของสถานที่จึงได้ฝาก เรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน 60 คน วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน 60 คน และในปี พ.ศ. 2511 จึงเริ่มเปิดการเรียนการสอนโดยรับนิสิตเข้าศึกษาต่อใน ชั้นปีที่ 3 โดยดำเนินการสอนที่พิษณุโลกต่อมาวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย โดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517




นามมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตามหนังสือด่วนมากของสำนักพระราชวังที่ รล. 0002/1601 ลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2517 และพระราชทานความหมายกำกับว่า "ศรีนครินทรวิโรฒ" (มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็น ศรีสง่า แก่มหานคร วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก ซึ่งเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา 1 ใน 8 ขณะนั้นจึงยกฐานะขึ้นเป็น มหาวิทยาลัย โดยเป็นวิทยาเขต 1 ใน 8 ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อันมี วิทยาเขตประสานมิตรเป็นศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยโดยในขณะนั้น มหาวิทยาลัย มีที่ดินอยู่ในครอบครอง 1 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 6498 เนื้อที่ 102-3-37 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว




ในปี พ.ศ. 2522 มหาวิทยาลัยได้ขออนุญาตกระทรวงมหาดไทยใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ บริเวณทุ่งหนองอ้อ ปากคลองจิก เนื้อที่ตามหนังสือสำคัญ สำหรับหลวง 1280-2-85 ไร่ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีการกำหนดเขตที่ดินบริเวณนี้เป็นเขตจัดรูปที่ดินอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงขอใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ได้รับอนุมัติแล้วได้นำขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2527 โดยทำการรังวัดที่ดินใหม่เป็น 2 แปลง แปลงที่ 1 มีพื้นที่ 1283-3-06 ไร่ ทะเบียนราชพัสดุเลยที่ 903 แปลงที่ 2 มีพื้นที 102-3-37 ไร่ ทะเบียนราชพัสดุเลขที่ 904 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคและมีมติรับหลักการที่จะยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก ขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยเอกเทศในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ 2527 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตราพระราชบัญญัติ จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น




ช่วงปีพ.ศ. 2527-2531 มหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมสำหรับมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ โดยจัดทำผังแม่บทการเตรียมงบประมาณทางด้าน การก่อสร้าง และพัฒนาด้านอาคารสถานที่ และบุคลากร รัฐบาลขณะนั้นมี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติให้ยกฐานะวิทยาเขตพิษณุโลก ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ และได้ตราพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2533 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษเล่มที่ 107 ตอนที่ 131 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 400 ปี ของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินไทย อีกทั้งยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีประสูติกาล และจำเริญวัยที่เมืองพิษณุโลก มหาวิทยาลัย จึงได้กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 เป็นวันกำเนิดมหาวิทยาลัย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหาวิทยาลัยใหม่นี้ว่า "มหาวิทยาลัยนเรศวร" เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2532 นับเวลาจากการเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา 7 ปี และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอีก 16 ปี รวมเวลาแห่งการก่อตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ใช้เวลา ยาวนานถึง 23 ปี




ข้อมูลจาก http://www.nu.ac.th/c_about1.php
ภาพประกอบจาก http://hongpakraiwan.blogspot.com/