วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันเดียวเที่ยวพิษณุโลก : ต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์และพระเหลือ


หลังจากเราเข้าไปกราบสักการะขอพรองค์ หลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดพิษณุโลกและชาวไทยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาเดินชมความงามในบริเวณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร กันต่อนะคะ


เรามาเริ่มจากการเดินเวียนขวากันก่อนค่ะ ซึ่งจากตัววิหารเอง เมื่อเราเดินเลาะตัววิหารมาทางด้านขวา เราจะพบกับไม้ใหญ่ซึ่งมีประวัติมายาวนานต้นหนึ่ง นั่นก็คือ "ต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์" ค่ะ


ประวัติความเป็นมาของต้นโพธิ์ต้นนี้ ก็คือ ต้นโพธิ์ที่ได้รับการปลูกโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พุทธศักราช 2444 น่ะนะคะ ซึ่งเป็นการปลูกเนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเสด็จมาทำการเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลอง เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามนั่นเอง ซึ่งเมื่อนับเนื่องมาจนถึงปี พุทธศักราช 2555 แล้ว ก็เป็นต้นโพธิ์ที่มีอายุยืนยาวมานานถึง 111 ปีเลยทีเดียว

มองย้อนกลับไปอีกนิดค่ะ นอกจากต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์ต้นนี้แล้ว ใกล้ ๆ กันบริเวณด้านหน้าพระวิหารใหญ่นั้น ยังมีวิหารน้อยอีกวิหารหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระเหลือ" เอาไว้ให้ประชาชนได้กราบขอพรกันน่ะนะคะ


พระเหลือ หรือที่ีมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระเสสันตปฏิมากร” (ได้รับการตั้งชื่อโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ซึ่งประดิษณฐานอยู่ในวิหารน้อยหลังนี้ ได้รับการหล่อขึ้นจากเศษทองสัมฤทธิ์ที่หลงเหลืออยู่จากการหล่อพระพุทธรูปสำคัญทั้งสามองค์ภายในวัดพระศรีมหาธาตุมหาวรวิหารแห่งนี้อันได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดานั่นเองค่ะ ด้วยเหตุที่ยังคงมีเศษทองสัมฤทธิ์หลงเหลืออยู่จากการหล่อพระพุทธรูปทั้งสามองค์ พระยาลิไทจึงมีรับสั่งให้ช่างนำเศษทองนั้นมาหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างเพียง 1 ศอกเศษ และเรียกท่านว่า “พระเหลือ” ถึงกระนั้นเศษทองก็ยังเหลืออยู่อีก จึงได้หล่อพระสาวกขึ้นมาอีกสององค์ยืนอยู่ด้านข้างของพระเหลือ


ส่วนอิฐที่ใช้ก่อเตาสำหรับหลอมทองที่หล่อพระพุทธรูปนั้น ได้นำมารวมกันแล้วก่อเป็นฐานชุกชีสูง 3 ศอกตรงตำแหน่งที่หล่อพระพุทธชินราช พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้นลงบนชุกชีนั้น แสดงว่าเป็นมหาโพธิ์สถานของพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาทั้งสามองค์ จึงเรียกว่า โพธิ์สามเส้า และได้สร้างพระวิหารเล็กๆ ขึ้นมาระหว่างต้นโพธิ์นั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระเหลือและพระสาวก วิหารน้อยแห่งนี้จึงเรียกชื่อว่า “วิหารพระเหลือ” หรือ “วิหารหลวงพ่อเหลือ” กันต่อมา


กล่าวกันว่าหากใครได้เดินทางมากราบสักการะขอพระจากพระเหลือแล้ว จะทำให้ผู้นั้นมีเงินมีทองเหลือใช้ อุดมด้วยลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นหากใครได้มีโอกาสมากราบสักการะองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช ก็อย่าลืมแวะไปกราบสักการะบูชาพระเหลือด้วยก็จะเป็นมงคลยิ่ง ๆ ขึ้นไปทีเดียวนะคะ


ในตอนหน้าของบล็อกห้องพักพิษณุโลก เราจะมาเดินเที่ยวชมความงามภายในวัดใหญ่กันต่อค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ


ภาพประกอบ Pacharawalai
อ้างอิงข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13666